fbpx

เลือกน้ำหอมยังไง ให้สะท้อนความเป็นคุณ

ว่ากันด้วยเรื่องของกลิ่นล้วนๆ แต่เป็นกลิ่นน้ำหอม เมื่อเข้าใจศาสตร์ของกลิ่น คุณจะเลือกกลิ่นที่สะท้อนความเป็นตัวคุณที่สุด รู้มั้ยว่า การเลือกน้ำหอมถือเป็นศาสตร์ชั้นสูงงงงง…อีกศาสตร์หนึ่ง น้ำหอมถูกจัดอยู่ในประเภทของฟุ่มเฟือยก็จริง แต่กลับมียอดซื้อมหาศาลต่อปี เพราะอะไรทำไมน้ำหอมถึงเป็นที่นิยมขนาดนี้ คำตอบคือ เพราะน้ำหอมช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้คุณได้อย่างน่าประหลาดใจสุดๆ ให้คุณเฉิดฉายมงลง คนเหลียวหลังเมื่อคุณเดินผ่าน กลิ่นที่เฉพาะเพิ่มออร่าให้ตัวคุณ และกลิ่นยังช่วยเพิ่มความคิดถึงได้อีกนะ  

ความมหัศจรรย์ของกลิ่นและประสาทการรับกลิ่นของสิ่งมีชีวิตชวนให้น่าค้นหามาก รู้มั้ยว่า ธรรมชาติมนุษย์เราจะได้กลิ่นของเพศตรงข้ามในขณะที่เพศเดียวกันไม่สามารถรับรู้ได้ เมื่อกลิ่นเป็นอีกสิ่งที่ดึงดูดคนเข้าหากัน เรื่องราวของน้ำหอมจึงเกิดขึ้น เพื่อรังสรรกลิ่นที่ซับซ้อนกว่าเดิมและเพิ่มความน่าหลงใหลให้ตอบโจทย์รสนิยมที่หลากหลาย เพราะเราต่างอยากมีกลิ่นหอมไม่ซ้ำในทุกวัน 

เมื่อกลิ่นเป็นศาสตร์นั่นแปลว่า เขาก็มีหลักการของเขาโดยเฉพาะ ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่เวลาซื้อน้ำหอมของคนทั่วไป คือ ฉันอยากได้กลิ่นหอมแต่อธิบายกลิ่นที่ตัวเองอยากได้ไม่ถูก เลยเกิดอาการยืนงงอยู่กลางดงน้ำหอม ไม่น่าแปลกใจเพราะสังเกตมั้ยว่าเวลาที่เราซื้อน้ำหอมที่เคาเตอร์แบรนด์ เราดมในกระดาษเทสเตอร์เราถูกใจก็ซื้อเลย แต่พอมาฉีดที่ตัวกลิ่นกลับไม่เป็นอย่างที่เราลองกลิ่นที่เคาเตอร์ เพราะน้ำหอมก็เป็นสารระเหยทางเคมีชนิดหนึ่ง และสามารถทำปฏิกิริยากับกลิ่นฮอร์โมนในตัวเราแต่ละคน พูดง่ายๆ น้ำหอมกลิ่นเดียวกันแต่ละคนฉีดอาจได้กลิ่นไม่เหมือนกันซะทีเดียว เพราะกลิ่นแปรเปลี่ยนตามฮอร์โมนแต่ละคนด้วย เป็นเหตุทำให้กลิ่นน้ำหอมผิดเพี้ยนไปบ้างไม่ตรงกับที่ได้กลิ่นจากขวด

 

 

คราวนี้เพื่อลดโอกาสพลาดในการซื้อน้ำหอมขวดต่อไป จะพาไปทำความเข้าใจน้ำหอมให้ลึกกว่าเดิม

เริ่มต้นเราต้องเข้าใจคำศัพท์แรกของน้ำหอม นั่นคือคำว่า Fragrance notes – ฟรากานซ์โน้ต หรือ ตัวโน้ตของน้ำหอม ตัวโน้ตเปรียบเปรยเหมือนโน้ตดนตรีนั่นแหละ ว่าไปตามจริงไม่ว่าจะกลิ่น หรือ เสียง เราต่างใช้ประสาทสัมผัสในการรับรู้ทั้งสิ้น ต่างกันตรงที่เสียงใช้การฟัง กลิ่นใช้การดม การจะสร้างกลิ่นให้ตราตรึงน่าค้นหา นักสร้างกลิ่น หรือ Purfumer เขาเลยทดลองและได้ขมวดเป็นหลักการง่ายๆ ในการแยกแยะมิติของกลิ่น จึงเกิดเป็นคำนี้ขึ้นให้เข้าใจง่ายว่า “Fragrance notes” 

กลิ่นจะน่าสนใจถ้ามีมิติ Fragrance notes เลยถูกแบ่งออกเป็น 3 เลเยอร์ ตามจังหวะที่ประสาทสัมผัส เราจะได้รับกลิ่นที่มันซับซ้อนและซ้อนกลิ่นไว้หลากหลายเหลือเกินในน้ำหอม 1 ขวด ส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยเลเยอร์ของ Top notes, Middle Notes และ Base Notes ความสนุกมันอยู่ตรงนี้ เพราะเมื่อรวมกัน มันจะเป็นกลิ่นเฉพาะที่มีมิติและมีเรื่องราวเหนือจินตนาการ 

#Top Notes 

เมื่อคุณสเปรย์น้ำหอมกลิ่นแรกที่คุณได้กลิ่น เรียก Top Notes เพราะกลิ่นมีจังหวะของตัวมันเอง Top Notes เป็นเหมือนอาหารเรียกน้ำย่อย เปิดประสาทการรับกลิ่นให้ชวนดมตั้งแต่ First impressions กลิ่นแรกจะอยู่ได้ประมาณ 5 – 15 นาที แล้วจะค่อยๆจางหายไป เพราะฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจถ้าคุณฉีดน้ำหอมไว้พอเวลาผ่านไปเกิน 15 นาที กลิ่นไม่เหมือนเดิม Top Notes ส่วนใหญ่จะเน้นกลิ่นอ่อนๆ เบาๆ ให้ความสดชื่น รีแล็กซ์ แต่โดดเด่น พุ่งๆ อย่างเช่นกลิ่น citrus (lemon, orange zest, bergamot) กลิ่นผลไม้อ่อนๆอย่างตระกูล Berries และ กลิ่นดอกไม้อย่าง Lavender หรือ ROSE ด้วยลูกเล่นอโรม่าเบาๆ เปิดนำมาก่อน

 

 

#Middle Notes

เมื่อกลิ่นต้นอย่าง Top Notes ค่อยๆจาง เลเยอร์ของกลิ่น Middle Notes จะค่อยๆ ปรากฏเข้ามาแทนที่ให้คุณได้กลิ่น บางทีเขาจะเรียกส่วนนี้ว่า Heart Notes เป็นกลิ่นที่มีความเข้มข้นของเนื้อกลิ่นถึง 70% ของน้ำหอมขวดนั้นๆ กลิ่นจะลึก ชัด นวลแน่นละมุนกว่า และกลิ่นอยู่ทนกว่าส่วนของ Top Notes เป็นตัวเชื่อมระหว่างกลิ่นแรกและกลิ่นสุดท้าย กลิ่นที่ประกอบในเลเยอร์ของ Middle Notes จะติดทนประมาณ 20 – 60 นาที อันนี้ก็แล้วแต่ปัจจัยและคุณภาพความเข้มข้นของแบรนด์นั้นๆด้วย ซึ่งคาแรกเตอร์ของกลิ่นที่ถูกเลือกมาเป็น Middle Notes จะเป็นกลิ่นแนว Aromatic floral oils พวกดอกไม้ต่างๆที่มีกลิ่นเฉพาะตัว เช่น ดอกส้ม[Neroli] กุหลาบ[Rose] ดอกกระดังงา[Ylang Ylang] มะลิ [Jasmine] ดอกเจอราเนียม[Geranium] หรือพวกเครื่องเทศอย่าง ตะไคร้[Lemongrass] ลูกจันทน์เทศ[Nutmeg] กระวาน[Cardamom] ก็แตกต่างกันไปแล้วแต่แบรนด์จะดีไซน์กลิ่นออกมา

#Base Notes

เลเยอร์สุดท้ายกลิ่นนี้แหละที่จะติดตัวเราไปทั้งวัน ถึงเปอร์เซ็นต์จะไม่เท่า Middle Notes แต่มันเข้มข้นกว่าเยอะเลย และราคาก็มาวัดกันที่กลิ่นปลายนี่เอง ว่าแบรนด์จะใช้กลิ่นอะไรเป็นกลิ่นที่ซ้อนอยู่ท้ายสุด ส่วนใหญ่ก็จะเป็นกลิ่นที่หรูหรา คาแรกเตอร์โดเด่น เป็นตัวชูโรง และกลิ่นที่สร้างสรรค์จากจินตนาการ อย่างกลิ่นของ วนิลา[Vanilla],  มัสก์[MUSK], อำพัน[AMBER], กลิ่นสาบสัตว์[ANIMALIC], พิมเสน[Patchouli], กลิ่นเปลือกไม้[Woody] หรือพวกไม้เนื้อหอม[Sandalwood] กลิ่นเลเยอร์นี้จะอยู่ติดตัวเราไปประมาณ 6 ชั่วโมง 

 

 

จะว่าไปแล้ว บางตำราก็บอกอาจมีอีกเลเยอร์ที่แทรกมาหลังจาก Base Notes นั่นคือ กลิ่นน้ำหอมที่ผสมกับกลิ่นฮอร์โมนและแปรผันตามอุณหภูมิร่างกายของแต่ละคน ซึ่งอาจจะได้คาแรกเตอร์ที่ฉีกจากคนอื่น ก็ขึ้นอยู่กับปฏิกิริยาความรุนแรงเฉพาะตัว

ลองดมกลิ่นน้ำหอมของคุณดูซิว่าคุณได้เลเยอร์ของกลิ่น ครบทั้ง3เลเยอร์หรือไม่ ถ้าคุณอยากให้กลิ่นไหนอยู่นาน อาจจะต้องเลือก Base Notes เป็นกลิ่นที่คุณมองหา แต่จริงๆแล้ว การรวมกลิ่นหลายกลิ่นเข้าด้วยกัน แบ่งตามเลเยอร์และเชื่อมเข้ากันอย่างลงตัวมักจะมีเรื่องราวซ่อนอยู่ แต่ละแบรนด์มักจะมีกลิ่นพิเศษที่เป็นซิกเนเจอร์เฉพาะของแต่ละแบรนด์ 

 

 

อรรถรสอีกอย่างที่คุณจะเพลิดเพลินกับการเลือกน้ำหอม คือเรื่องราว หรือ อินสไปเรชั่น ที่มาของกลิ่นนั้นๆ ลองถามพนักงานขายให้เขาเล่าให้ฟังเรื่องราวการสร้างกลิ่นๆนั้น คุณอาจจะอินไปกับเรื่องราวแล้วทำให้คุณฟินไปกับกลิ่นได้ด้วยนะ คราวหน้าเราจะเอาคาแรกเตอร์ของกลิ่นในแต่ละกลุ่มมาเล่าให้ฟังเผื่อใครอยากซื้อน้ำหอมออนไลน์คุณจะได้กลิ่นพุ่งทะลุจอแบบไม่ผิดหวัง

ใกล้สิ้นปีแล้วหวังว่าคุณจะเพิ่มสกิลการเลือกกลิ่นเผื่อต้องไปเลือกของขวัญ จะได้ไม่พลาดของขวัญชิ้นพิเศษให้เหมาะกับคนพิเศษของคุณ

 

สัมมากร

บ้านที่หลับสบาย ไร้กังวล

Have a good sleep 

www.sammakorn.co.th

#SAMMAKORN #บ้าน #สัมมากร #บ้านหลับสบาย #เลือกน้ำหอมที่ใช่ #ศาสตร์น้ำหอม 

……………………………………………………..

สามารถ Add friend Line ได้ที่นี่ https://bit.ly/3BixfVZ
หรือค้นหา line ID : @sammakorn
เพียงเท่านี้ก็จะไม่พลาดข้อมูลข่าวสารเรื่องบ้านและสิทธิประโยชน์อีกเพียบ

0

บทความที่เกี่ยวข้อง

ติดตามบทความ
และเรื่องราวดีๆ

เพียงกรอกอีเมลของคุณ เราจะส่งมอบเรื่องราวดีๆ ให้คุณทุกเดือน

  • This field is for validation purposes and should be left unchanged.