fbpx

10 เรื่องต้องรู้ !ก่อนเซ็นสัญญากู้ร่วม

พลาดไม่ได้เลยสำหรับเรื่องนี้ หากเราอยากได้บ้านสักหลัง เป็นของตัวเอง แต่ปัญหาด้านการเงินที่มีรายได้ไม่สูงพอ หรือภาระค่าใช้จ่ายอย่างอื่นที่ต้องผ่อนชำระ จนไม่สามารถทำการยื่นกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยสักที่ การกู้ร่วมก็เป็นอีกหนึ่งวิธี ที่อาจจะทำให้เรายื่นขอกู้บ้านได้ง่ายขึ้น แต่การกู้ร่วมซื้อบ้านหรือทาวน์โฮมนั้น จะมีรายละเอียดการกู้ และข้อกำหนดอะไรบ้าง? ที่เราควรรู้ก่อนทำการเซ็นสัญญาเป็น “ผู้กู้ร่วม” ตามมาดูกันเลย 

1. ประโยชน์ของการกู้ร่วม 

การกู้ร่วมมีประโยชน์สำหรับผู้ที่กำลังจะทำเรื่องกู้สินเชื่อซื้อบ้านหรือคอนโดผ่านธนาคาร ถ้าหากว่าตัวผู้กู้เองนั้นมีรายได้ที่ไม่เพียงพอต่อการผ่อนชำระในยอดที่กู้ หรือมีภาระค่าใช้จ่ายอย่างอื่นอยู่ หากยังต้องการซื้อบ้านหรือคอนโดและเพื่อให้กู้ผ่านจึงจะต้องนำผู้อื่นมากู้ร่วมด้วย ซึ่งเมื่อนับรายได้รวมกันจะทำให้ตัวเลขรายได้สูงขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญในการให้สินเชื่อ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้กู้ร่วมด้วยว่ามีกำลังในการผ่อนชำระเพียงพอตามที่ธนาคารกำหนดไว้หรือไม่

 2. ใครเป็นผู้กู้ร่วมได้บ้าง? 

ไม่ใช่ว่าเราจะนำใครมากู้ก็ได้ผู้กู้ร่วมจะต้องมีสายโลหิตเดียวกันหรือมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติดังนี้

  • เป็นผู้ที่มีนามสกุลเดียวกันอาจเป็นสามี-ภรรยากันเป็นพี่น้องกันเป็นพ่อแม่กับลูกหรือเป็นญาติกันที่มีนามสกุลเดียวกัน
  • เป็นพี่น้องท้องเดียวกัน แต่คนละนามสกุลก็สามารถกู้ร่วมกันได้ แต่ต้องแสดงทะเบียนบ้านหรือสูติบัตรระบุว่ามีพ่อแม่คนเดียวกัน
  • เป็นแฟนกันโดยที่ไม่ได้แต่งงานเป็นพี่น้องร่วมสาบานนับถือกันเป็นญาติพี่น้องไม่สามารถกู้ร่วมกันได้

3. ถ้าผู้กู้ร่วมเป็นสามีหรือภรรยาต้องจดทะเบียนสมรสหรือไม่? 

โดยปกติแล้วการกู้ร่วมไม่ได้บังคับให้จดทะเบียนสมรสกันจึงจะสามารถกู้ร่วมกันได้ แต่ผู้ที่เป็นสามี-ภรรยากันและจดทะเบียนสมรสกันเรียบร้อยแล้วสามารถกู้ร่วมกันได้ไม่มีปัญหา แต่ถ้าหากไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันจะต้องแสดงหลักฐานการเป็นสามี-ภรรยากันด้วยเช่นภาพถ่ายงานแต่งงานการ์ดแต่งงานหนังสือรับรองบุตรหรือมีบุตรร่วมกันเป็นต้น

4. กู้ร่วมต่างจากคำประกันยังไง? 

การกู้ร่วม

  • ผู้กู้ร่วมเป็นลูกหนี้ร่วมชั้นต้นเท่า ๆ กัน
  • ธนาคารคิดรายได้ของผู้กู้ร่วมมาประเมิน
  • ธนาคารเรียกให้คนใดคนหนึ่งชำระก่อนก็ได้การค้ำประกัน
  • ผู้กู้เป็นลูกหนี้ชั้นต้นผู้ค้ำประกันเป็นลูกหนี้ชั้นรอง
  • ธนาคารไม่นำรายได้ของผู้ค้ำประกันมาประเมิน
  • ธนาคารเรียกให้ผู้กู้ชำระก่อนถ้าผู้กู้ไม่ชำระถึงเรียกร้องกับผู้ค้ำประกันต่อไป

5. ใครต้องรับผิดชอบค่าธรรมเนียมบ้าง?

ผู้ที่มีชื่อในการกู้ร่วมกันต้องรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายต่างๆร่วมกันและเท่า ๆ กันเพราะถือว่าเป็นลูกหนี้ร่วมกันซึ่งรายละเอียดค่าธรรมเนียมต่างๆมีดังนี้

ผู้ถือกรรมสิทธิ์ต้องจ่ายให้กับกรมที่ดิน

  • ค่าธรรมเนียมโอนกรรมสิทธิ์ 2% ของราคาประเมินกรมที่ดิน
  • ค่าจดจำนอง 1% ของวงเงินกู้ผู้ถือกรรมสิทธิ์ต้องจ่ายให้กับธนาคาร
  • ค่าธรรมเนียมในการประเมินหลักทรัพย์โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 2,000-6,000 บาท
  • ค่าประกันอัคคีภัยประมาณ 0.35% ของมูลค่าสิ่งปลูกสร้างที่ บริษัท ประกันภัยรับประกัน
  • ค่าอากรแสตมป์ 0.05% ของวงเงินกู้ธนาคารจะเรียกเก็บจากผู้กู้เพื่อนำไปชำระให้กับกรมสรรพากร

6. ความรับผิดของคนกู้ร่วมต่อธนาคารคืออะไร? 

ผู้ที่กู้ร่วมกันหมายถึงการเป็นหนี้กันคนละครึ่งในทางกฎหมายลูกหนี้ร่วมจะต้องรับผิดชอบหนี้เป็นส่วนเท่า ๆ กันเช่นกู้มา 1 ล้านบาทเท่ากับเป็นหนี้คนละ 5 แสนบาทดังนั้นความรับผิดชอบของผู้ที่กู้ต่อธนาคารคือการชำระหนี้ให้ตรงและไม่ให้ขาดและต้องยอมรับในภาระหนี้ในกรณีที่ผู้กู้อีกคนไม่สามารถชำระหนี้ได้เช่นกู้มา 1 ล้านบาทผู้กู้คนแรกไม่จ่ายธนาคารจะเรียกจากผู้กู้ร่วมคนใดคนหนึ่งก็ได้คนละ 1 ล้านบาทหรือรวมกัน 1 ล้านบาทและหากคนใดคนหนึ่งจ่ายให้ธนาคารไปแล้ว 1 ล้านบาทก็ไปเรียกคืน 5 แสนจากอีกคนที่หลังนี่คือเหตุผลว่าเพราะเหตุใดการกู้ร่วมจึงควรเป็นญาติพี่น้องหรือสามีภรรยากันเพราะต้องช่วยกันผ่อนชำระไปจนภาระหนี้จะหมด

7. ความรับผิดชอบระหว่างผู้กู้ร่วมด้วยกันเองคืออะไร

ความรับผิดชอบของผู้กู้ร่วมแต่ละคนจะเป็นจำนวนเท่ากันเช่นกู้ธนาคารร่วมกัน 2 คนเป็นจำนวนเงิน 2 ล้านบาทระหว่างผู้กู้ร่วมกันเองจะต้องรับผิดชอบกันคนละ 1 ล้านบาทถ้าคนใดคนหนึ่งจ่ายไปเต็ม 2 ล้านบาทก็สามารถไปเรียกจากอีกคนได้ครึ่งหนึ่งคือ 1 ล้านบาท)

8. การขอถอนชื่อออกจากการเป็นผู้กู้ร่วมทำได้หรือไม่? 

สามารถทำได้ขั้นตอนแรกธนาคารจะพิจารณาว่าผู้กู้ที่เหลืออยู่นั้นมีความสามารถในการผ่อนชำระหรือไม่ถ้าหากว่าผ่อนมาหลายปีจนใกล้จะหมดแล้วการขอถอนชื่อก็มักไม่มีปัญหาเพราะเวลาผ่านไปรายได้ของผู้กู้หลักรายเดียวอาจเพิ่มขึ้นเพียงพอสำหรับเกณฑ์ของธนาคาร แต่ก่อนจะถอนชื่อนั้นก็ต้องตกลงกันก่อนว่าจะให้กรรมสิทธิ์ตกเป็นของผู้ที่ผ่อนชำระเพียงคนเดียวหรือไม่ แต่ถ้าหากเพิ่งเริ่มต้นผ่อนกันไปไม่กี่ปียังเหลือวงเงินที่ต้องผ่อนชำระอีกเยอะและผู้กู้หลักมีรายได้ที่ไม่เพียงพอต่อการผ่อนชำระก็จำเป็นต้องหาผู้กู้ร่วมคนอื่นมาแทนซึ่งก็จะต้องผ่านการพิจารณาจากธนาคารว่ามีความสามารถในการผ่อนชำระถ้าหากไม่ผ่านธนาคารมีสิทธิ์ไม่อนุญาตให้เปลี่ยนชื่อได้

9. เมื่อผ่อนหมดแล้วกรรมสิทธิบ้านเป็นของใคร?

ถ้าหากว่าเรากู้คนเดียวเมื่อผ่อนชำระสินเชื่อบ้านหมดกรรมสิทธิ์ก็จะเป็นของผู้กู้ก็คือเราคนเดียว แต่ถ้าหากเป็นการกู้ร่วมจะมี 2 แบบ

  • ใส่ชื่อคนเดียวเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แต่เวลาที่กู้นั้นมีอีกคนหรือหลายคนมากู้ร่วม
  • ใส่ชื่อผู้กู้ร่วมทุกคนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันโดยส่วนมากนั้นจะเป็นแบบข้อที่ 2 ก็คือผู้กู้ทุกคนมีกรรมสิทธิ์ในบ้านหรืออสังหาฯ นั้นร่วมกัน แต่ถ้าหากว่าวันหนึ่งต้องการที่จะขายบ้านหรือคอนโดนั้น ๆ จะทำได้ก็ต่อเมื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ “ทุกคน” ยินยอมด้วยเช่นกัน 

10. ผู้กู้ร่วมเสียชีวิตต้องทำยังไง? 

ถ้าหากผู้ที่กู้ร่วมกับเราเสียชีวิตอย่างแรกที่เราต้องทำก็คือแจ้งให้ธนาคารทราบเพราะถ้าหากเราไม่แจ้งสัญญากู้จะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงหลังจากนั้นก็จะมีแนวทาง 3 ทางดังนี้

  • เมื่อเราแจ้งเรียบร้อยแล้วธนาคารก็จะเรียกให้ทายาทหรือผู้จัดการมรดกของผู้เสียชีวิตเข้ามาลงชื่อเพื่อแสดงเจตนาที่จะรับสภาพหนี้ภายใน 1 ปีหลังจากนี้ก็เป็นหน้าที่ของทายาทที่จะรับช่วงต่อการผ่อนชำระต่อไปอย่างไรก็ตามทายาทนั้นต้องเป็นผู้บรรลุนิติภาวะแล้วและจะต้องผ่านการประเมินจากทางธนาคารว่ามีความสามารถในการชำระหนี้ได้ในฐานะผู้กู้ร่วมในส่วนของกรรมสิทธิ์เมื่อทายาทเข้ามารับสภาพหนี้หรือมาผ่อนต่อแล้วกรรมสิทธิ์นั้นก็จะตกทอดไปสู่ทายาท
  • ถ้าหากทายาทของผู้เสียชีวิตยังไม่บรรลุนิติภาวะผู้กู้ร่วมสามารถหาผู้กู้ร่วมรายใหม่มาช่วยผ่อนสินเชื่อบ้านต่อได้แต่ว่าจะต้องมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกันเมื่อแจ้งความประสงค์กับธนาคารแล้วก็จะมีการประเมินความสามารถในการผ่อนชำระต่อไป
  • สุดท้ายถ้าผู้กู้ร่วมอีกฝ่ายมีความสามารถและยินยอมที่จะผ่อนชำระสินเชื่อในส่วนของตนเองและส่วนของผู้กู้ร่วมที่เสียชีวิตด้วยก็สามารถทำได้ แต่กรรมสิทธิ์ครึ่งหนึ่งก็ยังคงเป็นของทายาทของผู้เสียชีวิตสำหรับใครที่มีแผนหรือความคิดที่จะยื่นกู้ซื้อบ้านหรือคอนโดและมีแนวทางที่จะทำการกู้ร่วมเราจะต้องศึกษาเกี่ยวกับข้อมูลรายละเอียดและข้อกำหนดต่างๆก่อนทำการเซ็นสัญญากู้ร่วมเพื่อไม่ให้เสียประโยชน์กับตัวเราต่อไปในอนาคต

      สิ่งสำคัญอีกอย่างคือบ้านที่น่าเชื่อถือเพราะจะทำให้เราผู้ลงทุนกับบ้าน สามารถอุ่นใจที่จะทำสัญญาซื้อขายบ้านได้อย่างสบายใจมากขึ้น สัมมากร เราเชี่ยวชาญและดูแลลูกบ้านมากว่า 50 ปี สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีและความมั่นคงมาอย่างยาวนาน มีบ้าน ทั้งทาวน์โฮม – บ้านเดี่ยว พร้อมเข้าอยู่ 8 โครงการคุณภาพ ลงทะเบียนรับสิทธิ์ก่อนหมดโปร! ที่นี่ https://bit.ly/3gSWwMX
เพื่อการมีบ้านสู่ความยั่งยืน โครงการบ้านสัมมากรพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคุณ

1+

บทความที่เกี่ยวข้อง

ติดตามบทความ
และเรื่องราวดีๆ

เพียงกรอกอีเมลของคุณ เราจะส่งมอบเรื่องราวดีๆ ให้คุณทุกเดือน

  • This field is for validation purposes and should be left unchanged.