fbpx

10 เรื่องควรรู้ เช็กก่อนซื้อบ้าน

บ้านเป็นสินทรัพย์ขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าสูง ก่อนตัดสินใจซื้อบ้านสักหลัง จึงต้องคิดให้ถี่ถ้วนและพิจารณาอย่างรอบด้าน เพราะหากตัดสินใจพลาดไปแล้ว เราคงไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้อีก และจำเป็นต้องอาศัยอยู่กับบ้านหลังนั้นไปอีกหลายปี วันนี้เราจึงมี 10 เช็กลิสต์ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจซื้อบ้าน มาฝากทุกคนกัน

  1. เช็ก…รูปแบบบ้าน

บ้านในปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบให้เลือก ทั้ง บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม หรือคอนโดมิเนียม ซึ่งแต่ละประเภทล้วนมีจุดเด่น จุดด้อยแตกต่างกัน ดังนั้น ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของการใช้งาน และความต้องการของผู้อยู่อาศัยว่าต้องการอะไรเป็นหลัก

ขณะที่จำนวนสมาชิกครอบครัวก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ควนนำมาประกอบการตัดสินใจในการเลือกแบบบ้านด้วย เช่น หากเป็นครอบครัวใหญ่ มีสมาชิกหลายช่วงวัย การเลือกบ้านเดี่ยวที่มีพื้นที่ใช้สอยมาก ๆ ก็อาจตอบโจทย์มากกว่า แต่หากเป็นพนักงานออฟฟิศที่เพิ่งเริ่มทำงาน ใช้ชีวิตคนเดียวเป็นหลัก คอนโดมิเนียม หรือทาวน์โฮมที่ไม่ใหญ่จนเกินไป ก็ดูจะเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ากว่า

  1. เช็กเงินในกระเป๋า

งบประมาณ เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นลำดับต้น ๆ ด้วยความที่การผ่อนบ้านนั้นเป็นพันธะระยะยาว และมักตามมาด้วยค่าใช้จ่ายอีกมากมาย จึงต้องคำนวณให้ดีว่า เมื่อมีการซื้อบ้านเข้ามา จะทำให้ภาระหนี้สินต่อรายได้รายเดือนนั้นสูงเกินกำลังหรือเปล่า ซึ่งโดยทั่วไปแล้วไม่ควรเกิน 40% ของรายได้

  1. เช็กไลฟ์สไตล์ตัวเอง

แต่ละคนย่อมมีรูปแบบการใช้ชีวิต หรือไลฟ์สไตล์ (Lifestyle) ที่แตกต่างกันออกไป บางคนชอบอยู่ติดบ้านทำครัว-จัดสวน หรืออีกคนอาจจะต้องการให้บ้านเป็นที่ทำงานได้ด้วย

สิ่งเหล่านี้จะช่วยกำหนดว่าฟังก์ชันแต่ละส่วนของบ้านที่จะซื้อว่าสอดรับกับชีวิตของราหรือไม่ ซึ่งควรจะเลือกบ้านที่ตรงกับชีวิตเราที่สุด เพราะต่อจากนี้เราจะต้องอยู่บ้านหลังนี้ไปอีกหลายปี หรืออาจจะตลอดชีวิตเลยก็ได้

  1. เช็กเพื่อนบ้าน
 

หากเป็นโครงการที่สร้างเสร็จแล้ว เราสามารถเช็กคร่าว ๆ ได้ว่าเพื่อนบ้านรอบ ๆ นั้นเป็นอย่างไร เช่น หากเราเป็นคนแพ้ควันบุหรี่ ก็อาจจะลองสำรวจบ้านติดกันว่าเขาสูบบุหรี่ไหม มีกลิ่นบุหรี่ลอยเข้าบ้านหรือเปล่า

อย่างไรก็ดี เพื่อนบ้านมักเป็นปัญหาคลาสสิคที่ยากจะหลีกเลี่ยงอยู่แล้ว แต่การเลือกผู้พัฒนาโครงการที่ดี มีนิติบุคคลที่พึ่งพาได้ ก็จะเป็นการเหมือนตัวช่วยให้เราสบายใจขึ้น เวลาเกิดปัญหากับเพื่อนบ้าน

  1. เช็กการเดินทาง

ทำเลของบ้านจะเป็นเหมือนตัวกำหนดชีวิตเราไปในตัว เพราะฉะนั้น ถ้าเลือกได้ก็ควรเลือกในทำเลที่เดินทางสะดวกไว้ก่อน เช่น ใกล้รถไฟฟ้า ติดถนนหลัก ใกล้กับทางด่วน มีรถโดยสารสาธารณะวิ่งผ่าน

อีกทั้งอาจจะต้องพิจารณาควบคู่กับที่ทำงาน โดยคำนวณชัด ๆ ไปเลยว่าทำเลที่เราเลือกใช้เวลาเดินทางไป-กลับเท่าไหร่ เพื่อชั่งน้ำหนักดูว่าคุ้มค่าไหมระหว่างราคาบ้าน กับเวลาที่ต้องจ่าย

  1. เช็กเครดิตทางการเงิน

การติดต่อขอสินเชื่อซื้อบ้านกับธนาคาร ควรศึกษารายละเอียด และเตรียมตัวอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะเครดิตทางการเงินของตัวเอง ซึ่งเรื่องที่ต้องใส่ก็อย่างเช่น

ความเคลื่อนไหวของเงินในบัญชีอย่างน้อย 6 เดือน, การชำระหนี้สินคงค้างอื่น ๆ, ประวัติหนี้สินค้างชำระ, ตรวจสอบเครดิตบูโร ฯลฯ เพราะข้อมูลเครดิตนี้จะทำให้สถาบันการเงินรู้วินัยทางการเงินของเรา หากเรามีประวัติที่ดี ก็จะเป็นการเพิ่มโอกาสในการได้รับอนุมัติสินเชื่อนั่นเอง

  1. เช็กการทำสัญญา

เมื่อตัดสินใจเลือกบ้านได้แล้ว และเครดิตทางการเงินก็พร้อมสำหรับขอสินเชื่อ ขั้นตอนต่อมาคือ การทำสัญญาซื้อขาย  โดยข้อมูลสำคัญในเอกสารซื้อขายบ้าน มีตั้งแต่ขนาดและราคาซื้อขาย, วันที่นัดโอนกรรมสิทธิ์, การรับผิดชอบค่าใช้จ่าย, เบี้ยปรับเมื่อผิดสัญญา, ข้อตกลงและเงื่อนไขอื่น ๆ แต่สิ่งสำคัญคือก่อนเซ็นเอกสารทุกครั้ง ต้องอ่านให้ละเอียดที่สุด เพราะสัญญาเกี่ยวกับการซื้อขายบ้านมีผลทางกฎหมาย

  1. เช็กดอกเบี้ย

อย่าลืมสอบถามข้อมูลสินเชื่อจากหลาย ๆ ธนาคาร เพื่อเปรียบเทียบโปรโมชันดอกเบี้ยของแต่ละแห่ง แล้วค่อยนำมาคำนวณเงินผ่อนต่อเดือนให้เหมาะสมกับสถานะการเงินของเรา เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยแต่ละปีมีผลอย่างมากต่อยอดผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน

นั่นก็เพราะดอกเบี้ยสินเชื่อซื้อบ้าน จะคำนวณแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) หมายถึง เมื่อชำระเงินผ่อน ธนาคารจะนำไป หักลบกับเงินต้นก่อน แล้วค่อยคำนวณดอกเบี้ยจากเงินต้นคงเหลือ

  1. เช็กประกันภัยบ้าน

การทำประกันภัยบ้านถือเป็นเรื่องจำเป็น เพราะบ้านเป็นสินทรัพย์มูลค่าสูง หากเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม ฯลฯ จะได้มีเงินชดเชยเพื่อมารับมือกับเหตุที่เกิดขึ้น สำหรับประกันภัยบ้านก็สามารถแบ่งเป็น 3 ประเภทหลักๆ

  1. ประกันอัคคีภัย (กฎหมายบังคับ) คุ้มครองเหตุไฟไหม้ครอบคลุมทั้งเหตุที่เกิดจากภัยธรรมชาติ เช่น ไฟป่า ฟ้าผ่า และเหตุสุดวิสัยจากมนุษย์ เช่น ไฟฟ้าลัดวงจร การระเบิดของแก๊สหุ้งต้ม เป็นต้น
  2. ประกันภัยพิบัติ (กฎหมายไม่บังคับ) คือ ประกันที่คุ้มครองความเสียหาย-สูญเสียของตัวบ้านหรือทรัพย์สินที่เกิดจากเหตุธรรมชาติ ได้แก่ น้ำท่วม แผ่นดินไหว ลมพายุ ฯลฯ
  3. ประกันภัยคุ้มครองการโจรกรรม (กฎหมายไม่บังคับ) เป็นประกันที่คุ้มครองทรัพย์สินและอาคารที่เก็บทรัพย์สินจากเหตุโจรกรรม
  1. เช็กบ้านก่อนรับโอน

การตรวจรับบ้าน เรียกว่าเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการซื้อบ้านก็ว่าได้ จึงควรให้ความสำคัญ และใช้ความละเอียดถี่มาก ๆ เพราะเมื่อผ่านขั้นตอนนี้ไปแล้ว ก็ถือว่าเรายอมรับกับสภาพบ้านที่โครงการขายให้เรา การมาร้องขอให้แก้ไขบ้านหลังจากเซ็นรับโอนมักเป็นเรื่องที่ยากมาก

สำหรับเรื่องคร่าว ๆ ที่ต้องตรวจสอบให้ดี ก็มีตั้งแต่โครงสร้างของบ้าน เช่น รอยรั่ว, รอยร้าว, จุดเชื่อมต่อต่าง ๆ, ระบบน้ำ, บ่อส่วม, บ่อดักไขมัน, บ่อน้ำทิ้ง, ระบบไฟภายในบ้าน, สายดิน, สายไฟเก็บงานดีไหม ฯลฯ

จะเห็นว่าการตรวจรับบ้านมีรายละเอียดที่ยิบย่อยมาก แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องตรวจสอบจนกว่าจะพอใจในคุณภาพ ถ้าไม่สบายใจเรามีสิทธิ์ที่จะยกเลิกทุกกรณี อย่างไรก็ตาม หากไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ อาจไม่มีความรู้ทางด้านการก่อสร้างหรือความรู้ทางด้านสถาปัตย์ การเลือกใช้บริษัทที่มีความเชี่ยวมาช่วยก็เป็นเรื่องที่สามารถทำได้

4+

บทความที่เกี่ยวข้อง

ติดตามบทความ
และเรื่องราวดีๆ

เพียงกรอกอีเมลของคุณ เราจะส่งมอบเรื่องราวดีๆ ให้คุณทุกเดือน

  • This field is for validation purposes and should be left unchanged.